วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เท้าลูกใน "ซี่ล้อจักรยาน" ภัยที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม



รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์
       เมื่อเอ่ยถึงจักรยาน พาหนะสองล้อที่พาเราไปได้แทบทุกหนแห่งโดยไม่สิ้นเปลืองพลังงานอื่นใด เว้นแต่พลังงานจากน่องของผู้ปั่น ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเลือกใช้จักรยานเป็นพาหนะคู่ใจในการขับไปส่งลูกที่โรงเรียนกันก็บ่อย ปั่นไปกินลมชมวิวในสวนสาธารณะกันก็มาก
      
       อย่างไรก็ดี การใช้งานพาหนะชนิดนี้ก็ยังมีอันตรายแฝงอยู่ โดยเฉพาะส่วนของซี่ล้อจักรยานที่อาจมีเท้าเล็ก ๆ ของลูกหลงเข้าไปให้มันปั่นจนทำลูกเล็กน้ำตานองกันได้ 

      
       ภัยที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นข้างต้น รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี บอกว่า เป็นเรื่องที่พ่อแม่หลายคนประมาท ทั้ง ๆ ที่ทราบดีว่า เด็กกับจักรยานมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่าย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากพ่อแม่อุ้มเด็กนั่งซ้อนท้ายจักรยานของผู้ใหญ่ที่ไม่มีการป้องกัน หรือความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานดีพอ
      
       "ผมเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่ามีความเสี่ยง แต่ก็ยังมีหลายท่านมองข้ามกันไป เห็นได้จาก เวลาอุ้มลูกขึ้นนั่งจักรยาน รู้ว่าเท้าลูกอาจเข้าไปติดในซี่ล้อได้ แต่ก็เพียงเตือนลูกแค่ว่า กางขาไว้นะลูก กางขาไว้นะ จนสุดท้าย เด็กก็คือเด็ก เท้าก็เข้าไปอยู่ซี่ล้อ เกิดการบาดเจ็บตามมา พ่อแม่ก็เป็นทุกข์ เพราะสงสารลูก" หัวหน้าศูนย์วิจัยฯ กล่าว
      
       สำหรับการบาดเจ็บของเด็กจากจักรยานที่พบได้บ่อยนั้น หัวหน้าศูนย์วิจัยฯ ท่านนี้ เผยว่า มีอยู่ 2 อย่าง คือ การบาดที่ศีรษะ และการบาดเจ็บจากเท้าที่เข้าไปในกงซี่ล้อ โดยการบาดเจ็บที่ศีรษะนั้นเป็นสาเหตุสำคัญของการตายในเด็กบนจักรยานเลยทีเดียว
      
       ส่วนการบาดเจ็บจากเท้าที่เข้าไปในซี่ล้อจักรยาน ทีมงานมีข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ระบุว่า ร้อยละ 5.7 ของการบาดเจ็บของเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปีที่มารับการตรวจที่ห้องฉุกเฉิน ในจำนวนนี้ร้อยละ 33 หรือ 1ใน 3 เกิดจากขาเข้าในซี่ล้อรถจักรยาน ซึ่งการบาดเจ็บชนิดนี้มักเกิดขึ้นในเด็กเล็ก อายุเฉลี่ยของผู้บาดเจ็บเท่ากับ 4.7 ปี ร้อยละ 62.5 ของเด็กที่บาดเจ็บมีอายุน้อยกว่า 5 ปี ลักษณะการบาดเจ็บส่วนใหญ่จะเป็นการบาดเจ็บที่ผิวหนังโดยมีลักษณะแบบแผลถลอก แผลฉีกขาด
เท้าลูกในซี่ล้อจักรยาน รู้ว่าเสี่ยงแต่กลับมองข้าม
       อย่างไรก็ดี ทั้งการบาดเจ็บที่ศีรษะ และเท้าของลูกที่เข้าไปติดในซี่ล้อ สามารถป้องกันได้โดยใช้หมวกนิรภัย และการใช้เบาะนั่งพิเศษสำหรับเด็กที่มีระบบยึดเหนี่ยวเด็กติดตัวไว้
      
       ส่วนการบาดเจ็บจากเท้าเข้าไปในซี่ล้อให้ใช้ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กที่ออกแบบให้มีที่วางเท้า ซึ่งในต่างประเทศมีใช้กันทั่วไป หรือถ้าแบบประหยัดเพียง มีอุปกรณ์ป้องกันเท้าเข้าซี่ล้อเช่นเดียวกับล้อหลังมาติดตั้งที่ล้อหน้า หรือติดตั้งที่วางเท้าเป็นเพียงท่อนไม้ หรือโลหะที่มีความยาวเพียงพอ และวางได้ระดับที่เด็กจะวางเท้าลงได้ ก็จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้มาก
      
       "ในเด็กเล็ก พ่อแม่ไม่ควรพาลูกนั่งซ้อนหน้า หรือซ้อนท้ายจักรยานเลย ส่วนเด็กอายุมากกว่า 9 เดือนขึ้นไปถึง 4 ปี แนะนำให้ใช้ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก และมีอุปกรณ์เสริมติดแน่นทั้งด้านหน้า และด้านหลัง รวมทั้งเลือกใช้จักรยานมีที่กั้นล้อเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่เท้า หรืออุปกรณ์อื่น ๆ เช่น หมวกนิรภัย หรือที่ป้องกันการบาดเจ็บที่ข้อศอก และเข่า" รศ.นพ.อดิศักดิ์ฝาก
      
       เห็นได้ว่า การบาดเจ็บจากจักรยาน โดยเฉพาะเท้าที่เข้าไปในซี่ล้อนั้น เป็นสิ่งซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้นเลยถ้าพ่อแม่มีความรู้ ห่วงใยลูก และเข้าใจในคำว่าอุบัติเหตุ ดังนั้นการเลือกใช้จักรยานควรมีอุปกรณ์ป้องกันที่ดี แล้วความสุขในวันหยุดกับครอบครัวจะมีแต่รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะตามมา

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

“กินสุกแซ่บหลาย ต้านภัยมะเร็งตับ” ภารกิจหนุ่มสาวอีสาน นำท้องถิ่นห่างไกลโรคร้าย



“คนบ้านเฮาโดยเฉพาะบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ มักกินสุกๆ ดิบๆ อย่างก้อยปลา พล่าปลา ปลาร้า ปลาจ่อม หากทำให้สุกรสชาติมันก็ไม่อร่อย โดยที่ไม่รู้ว่าในความอร่อยแบบธรรมชาติตามความเชื่อเดิมๆ นั้น แฝงไว้ซึ่งมหันตภัยร้าย ใกล้ตัวอย่างมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดี” นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคอีสาน ที่ยังคงติดอยู่กับกรอบความเชื่อเดิมๆ และมีพฤติกรรมในการรับประทานอาหารแบบ สุกๆ ดิบๆ จึงทำให้ภาคอีสานกลายเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดี ในอัตราที่สูงที่สุดของประเทศ" 
      
       นายแพทย์ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ประธานมูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรณรงค์ลดสถิติ การเกิดโรคมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดี ที่คร่าชีวิตชาวอีสานในแต่ละปีเป็นลำดับต้นๆ ทางมูลนิธิได้ร่วมมือกับ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ในการต่อต้านโรคมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดี โดยจัดตั้งโครงการ “เรียนรู้เท่าทัน ป้องกันมะเร็งตับ” และสร้างสรรค์กิจกรรมรณรงค์ในพื้นที่ภาคอีสาน ภายใต้ชื่อ “กินสุกแซ่บหลาย ต้านภัยมะเร็งตับ” เพื่อลงพื้นที่ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ รวมถึงการปรับเปลี่ยนทัศนคติในการบริโภคอาหารของคนในท้องถิ่นที่นิยมทานอาหารสุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะการรับประทานปลาน้ำจืดชนิดมีเกล็ด ซึ่งถือเป็นปลาที่นำเชื้อพยาธิใบไม้ตับเข้าสู่ร่างกายโดยตรง รวมถึงเมนูอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ทั้งอาหารจำพวกโปรตีนหมักที่มีสารไนโตรซามีน เช่น ปลาร้า ปลาส้ม และอาหารพวกเนื้อสัตว์ผสมดินประสิว เช่น ไส้กรอก เนื้อเค็ม เป็นต้น ล่าสุด ได้ผนึกกำลัง “อสม.เยาวชน” ในการลงพื้นที่เพื่อรณรงค์ให้คนในท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงการเปลี่ยนค่านิยม ความเชื่อ และทัศนคติในการรับประทานอาหารแบบสุกๆ ดิบๆ เพื่อให้ห่างไกลจากมะเร็งร้าย
      
       “เปี๊ยก” ทรงพล พันโยศรี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ตัวแทนกลุ่ม “อสม.เยาวชน” อีกหนึ่งพลังคนรุ่นใหม่ที่พร้อมอุทิศตัวเองเพื่อชุมชน ได้เล่าประสบการณ์ในการลงพื้นที่ให้ฟังว่า ตนชอบงานบริการด้านสาธารณสุขเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้มีโอกาสได้รับเลือกเป็น 1 ใน 4 แกนนำ “อสม.เยาวชน” ตัวแทนจังหวัดอุดรธานี เข้าร่วมฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับสาเหตุและอันตรายที่เกิดจากโรคมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดี จึงอยากจะนำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมมาถ่ายทอดให้กับคนในท้องถิ่น ได้เห็นถึงความสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี และรู้จักวิธีห่างไกลมะเร็งตับ ซึ่งผมและเพื่อนๆ รวมถึงน้องๆ ในมหาวิทยาลัยจึงได้ร่วมกันระดมความคิดวางแผนจัดกิจกรรมรณรงค์
      
       “กิจกรรมส่วนใหญ่ที่ผมทำจะเน้นการสร้างสรรค์กิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถเข้าถึงชาวบ้านทุกเพศทุกวัยในพื้นที่บ้านแวง ซึ่งถือเป็นพื้นที่สีแดงจากการสำรวจและเก็บข้อมูลโดยสำนักงานสาธารณสุขประจำอำเภอ โดยมีข้อมูลสถิติจำนวนประชากรที่ตรวจอุจจาระแล้วพบพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดีสูงที่สุดในตำบลหมูม่น ซึ่งการลงพื้นที่แต่ละคุ้มแต่ละบ้าน ก็จะมีความยากง่ายในการรับรู้ข้อมูลที่แตกต่างกัน”
      
       สำหรับบทบาทหน้าที่ของเปี๊ยกคือ การประสานงานเตรียมพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความน่าสนใจและดึงดูดให้ชาวบ้านอยากที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม ซึ่งถือว่าเป็นโจทย์ที่มีความท้าทาย “ผมรู้สึกสนุกและมีความสุขที่ชาวบ้านให้ความร่วมมือ และนี่ถือเป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของผมที่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสตอบแทนท้องถิ่น และมีส่วนทำให้ชาวบ้านแวง มีอัตราการป่วยและการติดเชื้อที่ลดลง รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินในระยะยาว ซึ่งจะทำให้บ้านแวงหลุดพ้นจากการเป็นพื้นที่สีแดงได้ในที่สุด”
      
       ทางด้าน “เอมมี่” อลิสา สารจันทร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อีกหนึ่งพลังสำคัญของ “อสม.เยาวชน” จังหวัดอุดรธานี บอกเล่าถึงรายละเอียดของกิจกรรมในการให้ความรู้แก่ชาวบ้านให้ฟังว่า “ระยะแรกของการลงพื้นที่ก็มีอุปสรรคอยู่บ้าง ด้วยความที่เป็นเด็ก บรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่พูดสักเท่าไหร่ จึงต้องมาช่วยกันระดมสมอง มองหาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้ค่อยๆ ซึมซับข้อมูล และยอมทำลายกำแพงความเชื่อลงทีละน้อย ในขณะเดียวกันก็ต้องคิดหาหนทางประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อจะได้เป็นกระบอกเสียงและนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ต่ออีกทอดหนึ่ง
      
       “กิจกรรมหลักๆ ที่เรานำไปลงพื้นที่เราจะเน้นความครบวงจร เรียกได้ว่า ได้ทั้งความสนุกพร้อมทั้งได้ความรู้ในเวลาเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น การแสดงบทบาทสมมติ ที่จะหยิบยกนำวิถีชีวิตใกล้ตัวของชาวบ้านมาสร้างสรรค์เป็นบทละครสั้นพร้อมอุปกรณ์ประกอบการแสดงที่น่าสนใจ สำหรับกลุ่มเด็กเราจะเพิ่มลูกเล่นลงไปด้วยการเล่าเรื่องผ่านหุ่นละครมือ ซึ่งบทละครก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เพื่อให้มีความหลากหลาย นอกจากนี้ ยังมีเต้นรีวิวประกอบเพลงรณรงค์ประจำโครงการ การคิดค้นเนื้อเพลงใหม่ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนกันไปใน แต่ละพื้นที่ รวมถึงการเล่นเกมวงจรเกิดโรคมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดี เกมตอบคำถามชิงรางวัล การสร้างการจดจำด้วย Mascot ลุงสุกลุงดิบ การประกวดเพ้นท์เสื้อรณรงค์ การประกวดร้องเพลงประจำโครงการในรูปแบบคาราโอเกะ การสาธิตวิธีการปรุงอาหารพื้นบ้านที่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้ ล้วนมุ่งหวังให้ชาวบ้านได้ตื่นตัวเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินจากสุกๆ ดิบๆ เป็นการกินอาหารที่ปรุงสุก และตระหนักถึงภัยร้ายจากโรคมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดี ที่เป็นภัยใกล้ตัวที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม”
      
       เช่นเดียวกับ 2 สาว เพื่อนซี้ อย่าง “ฟ้า” อินทุกร อุทุมมา และ “อาย” วลัยลักษณ์ สารทรัพย์ นักศึกษาชั้น ปวช.ปีที่ 3 สาขาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น บอกเล่าถึงความรู้สึกและประสบการณ์ในการลงพื้นที่ให้ฟังว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาทำงานเพื่อท้องถิ่น โดยเฉพาะการได้นำเอาความรู้ที่ได้รับจากการอบรมเรื่องมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดีมาเผยแพร่ให้พ่อแม่พี่น้องชาวตำบลพระลับ เพราะในแต่ละหมู่บ้านยังคงมีกลุ่มคนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดีอยู่ประมาณ 10% ถึงแม้ตัวเลขจะดูไม่เยอะมาก แต่หากคนกลุ่มนี้ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็จะกลายเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดีในที่สุด และผลเสียที่เกิดขึ้นก็จะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งตัวผู้ป่วยเอง ครอบครัว และสังคม
      
       “เราต้องร่วมมือร่วมใจกันในการคิดแผนกิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้มีความแข็งแกร่ง โดยพวกเราได้มีการจัดตั้งชมรม “อสม.น้อย วอศ.ขอนแก่น” เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือและเพิ่มจำนวนอาสาสมัครเข้าเป็นแนวร่วมในการรณรงค์ นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดตั้งทีมลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึก เพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคของแต่ละหมู่บ้าน ด้วยการใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากชาวบ้านในการให้ข้อมูลที่เป็นความจริง ทำให้เราเห็นได้ชัดว่า กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงส่วนใหญ่จะเป็นเพศชาย อายุประมาณ 40-50 ปี ที่ยังคงมีพฤติกรรมการกินสุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะเมนูก้อยปลา ที่ส่วนใหญ่บอกว่า ถ้าต้องทำให้สุก รสชาติก็จะไม่อร่อย และไม่ใช่ก้อยปลาขนานแท้ และจากข้อมูลเหล่านี้ เราก็นำเอามาคิดต่อยอดเป็นกิจกรรมประชาสัมพันธ์
      
       ซึ่งจะเน้นการมีส่วนร่วมของชาวบ้านเป็นสำคัญ เช่น การจัดกิจกรรมบรรยายความรู้พร้อมอุปกรณ์ประกอบการบรรยายที่จะทำให้เห็นภาพวงจรการเกิดโรคได้ง่ายมากยิ่งขึ้น การพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างชาวบ้าน เครือข่ายอสม.เยาวชน และหน่วยงานในท้องถิ่น รวมทั้งการจัดกิจกรรม เล่นเกมตอบคำถามชิงรางวัล กิจกรรมสันทนาการร้องเพลงประจำโครงการ การแข่งขันสาธิตการปรุงอาหาร การจัดทำป้ายสารสนเทศ เอกสารแผ่นพับ ป้ายผ้ารณรงค์ รวมถึงการจัดรายการวิทยุชุมชนทุกวันเสาร์และอาทิตย์เผยข้อมูลความรู้เกี่ยวกับมหันตภัยของมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดีและสารพันวิธีป้องกันที่สามารถเข้าถึงชาวบ้าน ในทุกแหล่งชุมชนให้ได้มากที่สุด ซึ่งพวกเราคาดหวังว่า การรณรงค์ในครั้งนี้ เราจะสามารถเปลี่ยนความเชื่อและทัศนคติ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนท้องถิ่น เพื่อลดอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคให้น้อยที่สุดจนถึงขั้นไม่มียอดผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว”

      
       เหล่านี้คือการแสดงพลังของเหล่า “อสม.เยาวชน” กับการเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ที่ทุกคน ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ที่จะทำให้ประชาชนในท้องถิ่นภาคอีสานได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปรุงอาหารและรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัยมากยิ่งขึ้น และยังถือเป็นการร่วมมือกันยกระดับคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่นให้สามารถห่างไกลมหันตภัยร้ายใกล้ตัวอย่างมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดีได้ในระยะยาว

   
เปี๊ยก - ทรงพล พันโยศรี ม.ราชภัฏอุดรธานีเอมมี่ - อลิสา สารจันทร์ ม.ราชภัฏอุดรธานี
   
   
   
ฟ้า - อินทุกร อุทุมมา วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่นอาย - วลัยลักษณ์ สารทรัพย์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น